ประเภทและประโยชน์ของถุงมือยาง (Latex gloves)

ถุงมือยาง (Latex gloves) เป็นถุงมือที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความบางเบา กระชับมือ และไม่เกิดอาการแพ้ได้ง่าย

ในช่วงศตวรรษที่ 19 นายแพทย์ชื่อ วิลเลียม ฮัลสเตด (Dr. William Halstead) แพทย์ศัลยกรรมประจำโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ริเริ่มคิดค้นและผลิตถุงมือยางขึ้นเป็นครั้งแรก
เนื่องจากพบว่าการทำงานของพยาบาลมักเกิดอาการปวดแสบ ปวดร้อน และเป็นผื่นคันที่บริเวณมือจากการเกิดอาการแพ้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค


ประเภทและการใช้งานของถุงมือยาง

1. ถุงมือยางทางการแพทย์ (Medical glove)

ถุงมือยางที่ใช้ในทางการแพทย์จะมีลักษณะบาง กระชับ ยืดหยุ่นได้ดีกว่าถุงมือยางชนิดอื่น แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังต่อไปนี้
1.1 ถุงมือยางสำหรับการผ่าตัด (Surgical glove)
ถุงมือยางชนิดนี้นิยมใช้ในการผ่าตัดและศัลยกรรม จะมีลักษณะบางเบาเป็นอย่างมาก มีความยืดหยุ่นสูง มีความแข็งแรงทนทาน
ขนาดความยาวถึงข้อศอก และผ่านกรรมวิธีการฆ่าเชื้อ 100% เป็นถุงมือประเภทใช้ได้เพียงครั้งเดียว (ใช้แล้วทิ้ง)
1.2 ถุงมือยางสำหรับการตรวจโรค (Examination glove)
ถุงมือยางชนิดนี้นิยมใช้ในงานตรวจโรคทั่วไป มีลักษณะบางเบา มีความกระชับ แต่จะสั้นกว่าถุงมือชนิดผ่าตัด มีความยาวถึงแค่ข้อมือ เป็นถุงมือประเภทใช้ได้เพียงครั้งเดียวเช่นกัน

2. ถุงมือยางสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial glove)

ถุงมือยางสำหรับงานอุตสาหกรรม มีลักษณะเด่น คือ ถุงมือจะมีขนาดใหญ่ และมีความแข็งแรง อาจมีขนาดบางหรือหนาขึ้นอยู่กับลักษณะงาน

3. ถุงมือยางสำหรับครัวเรือน (Household glove)

ถุงมือยางสำหรับครัวเรือนมักเป็นการใช้ในงานทำความสะอาดเป็นหลัก เป็นถุงมือขนาดปานกลาง มีความยาวถึงข้อศอก ไม่บางหรือหนาเกินไป สวมใส่สบายมือ มีความแข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน


ประโยชน์ถุงมือยาง

  • ป้องกันสารเคมี ป้องกันเชื้อโรค ป้องกันความร้อน เป็นฉนวนป้องกันไฟฟ้า
  • ลดความเสี่ยงในการแพ้จากการใช้ถุงมือชนิดอื่น
  • ป้องกันอุบัติเหตุจากการใช้เครื่องมือ และแรงเสียดสีที่จะเป็นอันตรายต่อมือของผู้ใช้
  • ป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีหรือสิ่งสกปรกที่จะเข้าสู่ชิ้นงาน
  • เพิ่มแรงเฉื่อยในการจับหมุน ช่วยให้ทุ่นแรงขึ้น

การผลิตถุงมือยาง

วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตถุงมือยางส่วนใหญ่จะเป็นน้ำยางข้น 60% โดยเฉพาะน้ำยางข้นที่ได้จากยางพารา

กระบวนการผลิตถุงมือยางมีขั้นตอนสำคัญ คือ การจุ่ม (Dipping) ลงไปในน้ำยางคอมปาวด์ (Compound latex) เพื่อเป็นการขึ้นรูปถุงมือ โดยใช้รูปเบ้ามือ (Former) เป็นแม่พิมพ์ที่ทำจากโลหะ เซรามิก พลาสติก อะลูมิเนียม แก้ว หรือวัสดุอื่นๆ น้ำยางคอมปาวด์สำหรับการขึ้นรูปถุงมือยางประกอบไปด้วยน้ำยางข้นและสารเคมี ที่ผสมรวมกันในสูตรต่างๆ ตามประเภทของถุงมือที่ต้องการผลิต


กระบวนการผลิตถุงมือยาง

1.  การเตรียมน้ำยางคอมปาวด์

น้ำยางคอมปาวด์เตรียมได้ด้วยการผสมน้ำยางข้น (Concentrate latex) กับสารเคมีในรูปของเหลว ซึ่งสารเคมีที่ใช้ผสมมีดังต่อไปนี้

  • สารทำให้ยางเกิดปฏิกิริยาคงรูป (Vulcanizing agent)
  • สารกระตุ้นปฏิกิริยา (Accelerator agent)
  • สารตัวเติม (Filler)

น้ำยางข้นที่ผสมรวมตัวกับสารเคมีต่างๆ ได้เข้าที่ดีแล้วจะถูกนำเข้าบ่มไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง จากนั้นจะทำการตรวจสอบคุณภาพของน้ำยางดังต่อไปนี้

  • อัตราการบวมพอง (Swelling index)
  • ส่วนประกอบที่เป็นของแข็งทั้งหมด (Total solid content : TSC)
  • ค่าความเป็นกรดด่าง

2. การติดตั้ง และเตรียมเบ้ามือ

เริ่มต้นจากการนำแม่พิมพ์เบ้ามือมาติดตั้งบนสายโซ่ลำเลียง จากนั้นจะทำการลำเลียงเข้าสู่การทำความสะอาด แบ่งย่อยได้ตามนี้

  • การล้างเบ้ามือด้วยกรด
  • การล้างกรดด้วยน้ำสะอาด
  • การล้างเบ้ามือด้วยด่าง
  • การขัดทำความสะอาด อาจใช้ลูกกลิ้งหรือแปรงขัด พร้อมฉีดน้ำล้าง
  • การล้างด้วยน้ำร้อน
  • การอบเบ้ามือให้แห้ง

3. การจุ่มขึ้นรูปถุงมือยาง

เมื่อเตรียมเบ้ามือเสร็จ และได้น้ำยางผสมสารเคมีที่ผ่านการบ่มแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการจุ่มเพื่อผลิตถุงมือยางธรรมชาติ ซึ่งมีหลายวิธีดังต่อไปนี้

  • การจุ่มโดยตรง (Straight dipping)
    ทำโดยการจุ่มแม่แบบที่แห้งและสะอาดลงในน้ำยางผสมสารเคมี จากนั้นนำแม่แบบขึ้นมาช้าๆ การเคลื่อนพิมพ์ต้องทำให้นิ่ง เพื่อให้ได้แผ่นฟิล์มยางที่เรียบเนียน
    นำไปทำให้แห้งและทำให้ยางสุก ถ้าต้องการทำให้ฟิล์มหนาขึ้น จะต้องทำให้ยางชั้นแรกแห้งเพียงบางส่วน แล้วจุ่มแม่แบบลงในน้ำยางผสมสารเคมีอีกครั้งหนึ่ง
    การจุ่มซ้ำจะจุ่มกี่ครั้งก็ได้จนกว่าจะได้ความหนาของฟิล์มที่ต้องการ
  • การจุ่มโดยใช้สารช่วยให้ยางจับแม่แบบ (Coagulant dipping)
    ทำโดยการจุ่มแม่แบบที่สะอาดลงในสารละลายของสารช่วยให้ยางจับแม่แบบ ทำให้แห้งหมาดแล้วจึงจุ่มลงในน้ำยางผสมสารเคมี ทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนดแล้วนำแม่แบบขึ้นมาอย่างช้าๆ
    ทำให้ฟิล์มยางแห้งและทำให้ยางสุก สารช่วยให้ยางจับแม่แบบที่นิยมใช้คือสารละลายของเกลือแคลเซียม เช่น แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) หรือแคลเซียมไนเตรต (Ca(NO3)2)
    ความหนาของฟิล์มยางขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งในการจุ่ม
  • การจุ่มโดยใช้สารช่วยให้ยางไวต่อความร้อน (Heat-sensitive dipping)
    การจุ่มวิธีนี้ต้องทำให้แม่แบบร้อนประมาณ 50 – 80 ºC แล้วจึงจุ่มแม่แบบลงในน้ำยางผสมสารเคมีที่เติมสารช่วยให้ยางไวต่อความร้อนไว้ ทิ้งไว้ช่วงเวลาหนึ่งจึงนำแม่แบบขึ้น
    แล้วทำให้ฟิล์มยางแห้งและทำให้ยางสุก สารช่วยให้ยางไวต่อความร้อนที่นิยมใช้ได้แก่ Polyvinyl methyl ether ความหนาของฟิล์มยางขึ้นกับคุณสมบัติของน้ำยางผสม อุณหภูมิ
    ความจุความร้อนของแม่แบบ และเวลาในการจุ่ม วิธีนี้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความหนาเป็นอย่างมาก
  • การทำให้ฟิล์มยางแห้งและสุก (Drying and Vulcanizing)
    ผลิตภัณฑ์ยางที่ผ่านกระบวนการจุ่มแล้ว จะถูกทำให้แห้งและสุกในตู้อบลมร้อน (Hot-air oven) โดยฟิล์มยางจะถูกทำให้แห้งบางส่วนบนแม่แบบที่อุณหภูมิต่ำประมาณ 80 – 90 ºC
    แล้วจึงนำไปอบให้ยางสุกที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 ºC เพื่อป้องกันปัญหาการพุพองหรือเกิดฟองอากาศที่ตัวยางได้
  • การม้วนขอบ (Beading)
    การม้วนขอบทำได้โดยใช้ลูกกลิ้งที่เป็นแปรงหรือยางที่ไม่แข็งมากนัก หมุนม้วนด้านเปิดของถุงมือขณะที่ยังอยู่บนแม่พิมพ์
    การม้วนขอบของถุงมือจะทำในขณะที่ยางเพิ่งจับเป็นเจลบนพิมพ์และมีความแห้งพอสมควรและยังไม่คงรูป  จึงจะได้ขอบปมม้วนที่ติดกันแน่นดี
  • การถอดผลิตภัณฑ์จากพิมพ์ (Stripping)
    ขั้นตอนการถอดถุงมือออกจากพิมพ์อาจจะใช้บุคคลหรือใช้ลมดันหรือน้ำฉีดในการถอดถุงมือยางออกจากแม่พิมพ์ ในบางครั้งอาจมีการใช้น้ำหรือน้ำแป้งช่วยให้ถอดได้สะดวกและง่ายขึ้น
  • กระบวนการพิเศษสำหรับการจุ่มน้ำยาง
    นอกจากขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อาจมีกระบวนการอื่นซึ่งอาจแยกออกจากกระบวนการผลิตของสินค้าที่จะผลิต กระบวนการดังกล่าวได้แก่
    – การล้างด้วยน้ำร้อน (Leaching)
    – การบุด้านในด้วยเส้นใย (Flocking)
    – การคลอริเนต (Chlorination)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *